ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงไตรมาสล่าสุด สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) และสำนักงานขนส่งหลายจังหวัดพบแนวโน้มรถยนต์ที่เข้ารับการตรวจสภาพไม่ผ่านเกณฑ์เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์อายุการใช้งานมากกว่า 7 ปี และรถจักรยานยนต์ที่ใช้งานหนักเป็นประจำ
เจ้าหน้าที่ตรอ. เปิดเผยว่า ปัญหาที่พบซ้ำบ่อยที่สุด มีดังนี้
1. ระบบเบรกมีประสิทธิภาพลดลง
หลายคันมีระยะเบรกยาวผิดปกติ ผ้าเบรกสึกจนเกือบหมด หรือแรงดันน้ำมันเบรกไม่สมดุล ถือเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และเป็นสาเหตุให้รถไม่ผ่านการตรวจสภาพทันที
2. ควันดำเกินมาตรฐาน
โดยเฉพาะรถกระบะดีเซลที่ไม่ได้ดูแลระบบกรองไอเสีย (DPF) หรือเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามรอบ ส่งผลให้ค่ามลพิษสูงกว่ากำหนด

3. ไฟส่องสว่างและอุปกรณ์พื้นฐานชำรุด
ไฟหน้า–ท้ายไม่ติด ไฟเลี้ยวเสีย หรือมีความสว่างไม่เพียงพอ รวมถึงกระจกมองหลังแตกหรือไม่มั่นคง สิ่งเหล่านี้ถูกจัดเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ต้องผ่านการตรวจทุกครั้ง

4. ยางชำรุดหรือสภาพไม่สมบูรณ์
เจ้าหน้าที่พบรถจำนวนมากใช้ยางหมดอายุ ดอกยางเตี้ย หรือมีรอยบวม เสี่ยงต่อการระเบิดขณะขับขี่ จึงไม่อนุญาตให้ผ่านการตรวจ
5. ช่วงล่างและพวงมาลัยหลวม
ความผิดปกติของลูกหมาก โช้กอัพ หรือพวงมาลัยที่มีระยะฟรีมาก ทำให้การควบคุมรถไม่ปลอดภัยตามมาตรฐาน
ด้านกรมการขนส่งทางบกแนะนำว่า ผู้ใช้รถควรนำรถเข้าตรวจเช็กเบื้องต้นที่อู่ซ่อม หรือดำเนินการบำรุงรักษาตามรอบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาตรวจสภาพไม่ผ่าน ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการตรวจซ้ำ
ทั้งนี้ หน่วยงานยังย้ำว่า การตรวจสภาพเป็นมาตรการสำคัญในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และช่วยควบคุมมลภาวะที่เกิดจากยานพาหนะที่ไม่ได้มาตรฐาน




