รถถูกชนแล้วคู่กรณีไม่มีประกัน ควรทำอะไรเป็นอันดับแรก?

รถถูกชนแล้วคู่กรณีไม่มีประกัน ควรทำอะไรเป็นอันดับแรก?

อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดเหตุแล้ว สิ่งที่ทำให้หลายคนหนักใจกว่าความเสียหายของรถก็คือ “คู่กรณีไม่มีประกัน แล้วเราจะเรียกร้องค่าเสียหายอย่างไร?”

โดยเฉพาะกรณีที่รถของเราเสียหาย แต่คู่กรณีมีเพียง พ.ร.บ. หรือไม่มีประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจเลย หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า พ.ร.บ. จะช่วยจ่ายค่าซ่อมรถให้ได้

ความจริงคือ พ.ร.บ. เน้นคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และอนามัยของผู้ประสบภัย ไม่ใช่ประกันสำหรับค่าซ่อมรถยนต์ ดังนั้น หากรถของเราถูกชน สิ่งแรกที่ควรทำคือ เก็บหลักฐานและตรวจสอบความรับผิดให้ชัดเจน ก่อนดำเนินการเรื่องค่าเสียหายต่อไป

1. อันดับแรก อย่าเพิ่งตกลงค่าเสียหายด้วยวาจา

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ สิ่งที่ควรทำก่อนคือ ตั้งสติและเก็บหลักฐานของเหตุการณ์

อย่ารีบตกลงกับคู่กรณีว่า “เดี๋ยวผมจ่ายให้” หรือ “เดี๋ยวเอารถไปซ่อมแล้วค่อยว่ากัน” โดยไม่มีหลักฐาน เพราะเมื่อเวลาผ่านไปอาจเกิดปัญหาว่าใครเป็นฝ่ายผิด หรือมีการตกลงค่าเสียหายกันไว้เท่าไร

หากสถานการณ์ปลอดภัย ควรถ่ายภาพไว้ให้มากที่สุด เช่น

  • ตำแหน่งรถทั้งสองคันหลังเกิดเหตุ
  • ร่องรอยการชน
  • ป้ายทะเบียนรถคู่กรณี
  • สภาพถนนและบริเวณโดยรอบ
  • ป้ายจราจรหรือสัญญาณไฟบริเวณเกิดเหตุ
  • ความเสียหายของรถ
  • ภาพหรือวิดีโอจากกล้องหน้ารถ

หลักฐานเหล่านี้มีความสำคัญมาก หากภายหลังต้องใช้ประกอบการเรียกร้องค่าเสียหาย

2. ตรวจให้แน่ชัดว่า “ไม่มีประกัน” หมายถึงไม่มีอะไรเลย

คำว่า “คู่กรณีไม่มีประกัน” อาจหมายถึงหลายกรณี

บางคนไม่มีประกันภาคสมัครใจ เช่น ชั้น 1, 2+, 3+ หรือ 3 แต่ยังมี พ.ร.บ.

บางกรณีอาจไม่มีแม้แต่ พ.ร.บ. ซึ่งเป็นอีกสถานการณ์หนึ่ง

ดังนั้นควรตรวจสอบข้อมูลของรถคู่กรณีให้ชัดเจนว่า มี พ.ร.บ. อยู่หรือไม่ และมีประกันภัยภาคสมัครใจหรือไม่

เพราะ พ.ร.บ. เป็นประกันภัยภาคบังคับที่มีไว้คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถในเรื่องชีวิต ร่างกาย และอนามัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

แต่ ไม่ได้หมายความว่า พ.ร.บ. จะนำมาจ่ายค่าซ่อมรถของเรา

3. ถ้าเรามีประกัน ให้โทรหาบริษัทของเราทันที

หากรถของเรามีประกันภัยภาคสมัครใจ ไม่ว่าจะเป็นชั้น 1, 2+, 3+ หรือประเภทอื่นที่เกี่ยวข้อง ควรแจ้งบริษัทประกันของเราโดยเร็ว

แม้คู่กรณีจะไม่มีประกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง

บริษัทประกันจะสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการเคลมและเอกสารที่ต้องใช้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ของเรา

โดยเฉพาะประกันชั้น 1 ซึ่งโดยทั่วไปมีความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถตามเงื่อนไขกรมธรรม์ การมีประกันของตัวเองจึงช่วยให้การจัดการเหตุการณ์สะดวกขึ้นในหลายกรณี

4. ถ่ายรูปความเสียหายก่อนนำรถไปซ่อม

จุดนี้สำคัญมาก

หากรถเสียหายจนสามารถขับต่อได้ อย่าเพิ่งนำรถไปซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ

ควรถ่ายรูปความเสียหายให้ละเอียด และเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการซ่อม เช่น

  • ใบประเมินค่าซ่อม
  • ใบเสนอราคาจากอู่
  • ใบเสร็จค่าซ่อม
  • รายการอะไหล่
  • ค่าแรง
  • ภาพรถก่อนซ่อม

เพราะเอกสารเหล่านี้สามารถใช้ประกอบการเรียกร้องค่าเสียหายจากฝ่ายที่ต้องรับผิดได้

5. ถ้าคู่กรณียอมรับผิด ควรมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร

กรณีคู่กรณีไม่มีประกันและยอมรับผิดเรื่องค่าเสียหาย ควรทำหลักฐานให้ชัดเจน

ตัวอย่างข้อมูลที่ควรมี ได้แก่

  • ชื่อและข้อมูลของคู่กรณี
  • เลขทะเบียนรถ
  • วันและเวลาที่เกิดเหตุ
  • สถานที่เกิดเหตุ
  • รายละเอียดเหตุการณ์
  • จำนวนเงินค่าเสียหาย
  • วิธีการและกำหนดเวลาชำระเงิน
  • ลายมือชื่อของผู้เกี่ยวข้อง

การมีหลักฐานชัดเจนย่อมดีกว่าการตกลงกันด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว

6. ถ้าคู่กรณีไม่ยอมจ่าย ทำอย่างไร?

หากคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด แต่ไม่ยอมรับผิดหรือไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหาย เรื่องจะต้องเข้าสู่กระบวนการเรียกร้องตามสิทธิของผู้เสียหาย

หลักฐานจากเหตุการณ์จึงมีความสำคัญอย่างมาก เช่น ภาพจากกล้องหน้ารถ พยาน บันทึกประจำวัน เอกสารประเมินค่าซ่อม และหลักฐานอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าใครเป็นฝ่ายผิดและรถของเราได้รับความเสียหายเท่าใด

หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดหรือจำนวนค่าเสียหาย ควรปรึกษาบริษัทประกันของเรา หรือขอคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการต่อ

7. แล้ว พ.ร.บ. ของคู่กรณีช่วยอะไรเราได้บ้าง?

หากเราได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ พ.ร.บ. สามารถเข้ามาเกี่ยวข้องกับ ค่ารักษาพยาบาลและความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ระบุว่าความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. ครอบคลุมความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย และมีค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับผู้ประสบภัยตามประเภทความเสียหาย โดยการขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นต้องยื่นภายใน 180 วันนับแต่วันที่เกิดความเสียหาย พร้อมหลักฐานตามที่กำหนด

แต่ต้องจำไว้ว่า

พ.ร.บ. ช่วยเรื่องคน ไม่ใช่ค่าซ่อมรถ

ดังนั้น หากไม่มีผู้บาดเจ็บ พ.ร.บ. จึงไม่ใช่ช่องทางสำหรับนำมาจ่ายค่าซ่อมรถของเรา

8. ถ้าไม่มีประกันทั้งสองฝ่ายล่ะ?

กรณีนี้ยิ่งต้องเก็บหลักฐานให้ละเอียด

เพราะเมื่อไม่มีบริษัทประกันมาช่วยดำเนินการเรื่องค่าสินไหม ผู้เสียหายอาจต้องดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ที่ต้องรับผิดโดยตรง

สิ่งสำคัญคือ อย่าเพิ่งซ่อมรถโดยไม่มีหลักฐานค่าเสียหาย และควรเก็บเอกสารทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ

หากตกลงกันไม่ได้ อาจต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายในการเรียกร้องค่าเสียหายตามสิทธิ

9. หากมีผู้บาดเจ็บ ต้องจัดการเรื่อง พ.ร.บ. แยกจากค่าซ่อมรถ

นี่เป็นจุดที่หลายคนสับสน

สมมติว่าเราโดนรถคู่กรณีชนจนรถเสียหาย 80,000 บาท และตัวเราได้รับบาดเจ็บด้วย

จะมีเรื่องที่ต้องพิจารณาแยกกัน เช่น

ความเสียหายของรถ
→ พิจารณาจากประกันภาคสมัครใจของเรา หรือการเรียกร้องจากฝ่ายที่ต้องรับผิด

การบาดเจ็บของคน
→ พิจารณาสิทธิจาก พ.ร.บ. และความคุ้มครองอื่นตามกรณี

ดังนั้นไม่ควรคิดว่า “คู่กรณีไม่มีประกัน = เราไม่ได้อะไรเลย”

เพราะสิทธิของ ตัวรถ และ ผู้บาดเจ็บ เป็นคนละส่วนกัน

เช็กลิสต์หลังถูกชน เมื่อคู่กรณีไม่มีประกัน

จำง่าย ๆ ด้วย 6 ขั้นตอนนี้

1. ตั้งสติและดูความปลอดภัย
หากมีผู้บาดเจ็บ ให้ช่วยเหลือและติดต่อหน่วยงานฉุกเฉินตามความเหมาะสม

2. ถ่ายภาพหลักฐาน
ถ่ายรถ ตำแหน่งเกิดเหตุ ป้ายทะเบียน และความเสียหาย

3. เก็บข้อมูลคู่กรณี
ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ เลขทะเบียน และข้อมูลรถ

4. ตรวจสอบประกัน
ดูว่าคู่กรณีมี พ.ร.บ. หรือประกันภาคสมัครใจหรือไม่

5. แจ้งบริษัทประกันของเรา
หากรถของเรามีประกันภาคสมัครใจ ให้แจ้งบริษัทโดยเร็ว

6. อย่ารีบตกลงหรือเซ็นเอกสารที่ยังไม่เข้าใจ
ควรตรวจสอบรายละเอียดค่าเสียหายและสิทธิของตัวเองก่อน

สรุป

รถถูกชนแล้วคู่กรณีไม่มีประกัน สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การรีบตกลงว่าจะจ่ายเท่าไร แต่คือ “เก็บหลักฐานให้ครบและตรวจสอบสิทธิของตัวเองก่อน”

หากเรามีประกันรถยนต์ ควรแจ้งบริษัทของเราเพื่อให้ช่วยดำเนินการตามเงื่อนไขกรมธรรม์

หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ต้องแยกเรื่อง สิทธิ พ.ร.บ. ออกจาก ค่าซ่อมรถ เพราะ พ.ร.บ. มีวัตถุประสงค์หลักในการคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และอนามัย ไม่ใช่การจ่ายค่าซ่อมรถ

และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าปล่อยให้คำว่า “ไม่มีประกัน” ทำให้เราคิดว่าไม่มีสิทธิเรียกร้องอะไรเลย เพราะสิ่งที่ต้องพิจารณาจริง ๆ คือ ใครเป็นฝ่ายผิด รถเสียหายเท่าไร มีผู้บาดเจ็บหรือไม่ และเรามีความคุ้มครองอะไรอยู่บ้าง

เกิดเหตุให้เก็บหลักฐานก่อน จากนั้นค่อยจัดการเรื่องสิทธิและค่าเสียหาย จะช่วยลดปัญหาในภายหลังได้มากที่สุด

📍

INSpection – ครบวงจรเรื่องต่อทะเบียน ตรวจสภาพ และประกันภัย
เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ : 08:00 – 17:00 น.

📞

โทร : 098-261-0126

💬

Line : @idsit
(มี@ข้างหน้า)

📧

อีเมล : iddm@iddrives.co.th

📍

Facebook : ตรอ.ไอดี สาขาสำนักงานใหญ่

ก่อนขับรถไปต่างจังหวัดครั้งแรก ควรเตรียมตัวเรื่องอะไรบ้าง?

ก่อนขับรถไปต่างจังหวัดครั้งแรก ควรเตรียมตัวเรื่องอะไรบ้าง?

การขับรถไปต่างจังหวัดครั้งแรกอาจดูเหมือนไม่ต่างจากการขั […]

ทำไมวันที่เข้าซ่อมและเลขไมล์จึงเป็นข้อมูลสำคัญของประวัติรถ?

ทำไมวันที่เข้าซ่อมและเลขไมล์จึงเป็นข้อมูลสำคัญของประวัติรถ?

เวลานำรถเข้าศูนย์บริการหรืออู่ หลายคนมักเก็บเพียงใบเสร็ […]

รถหนึ่งคันควรมีอุปกรณ์จำเป็นอะไรติดไว้สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน?

รถหนึ่งคันควรมีอุปกรณ์จำเป็นอะไรติดไว้สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน?

เราอาจใช้รถทุกวันโดยไม่เคยเจอปัญหาใหญ่ แต่เมื่อเกิดเหตุ […]