หลายคนเข้าใจว่า หากรถคู่กรณีไม่มีประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น คนที่ได้รับบาดเจ็บอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยตัวเอง
แต่ความจริงแล้ว “ไม่มีประกันชั้น 1, 2+ หรือ 3+” ไม่ได้แปลว่าไม่มีความคุ้มครองเลย เพราะรถที่จดทะเบียนและใช้งานถูกต้องยังมี พ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งเป็นประกันภัยภาคบังคับสำหรับคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถในกรณีที่ได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยตามเงื่อนไขที่กำหนด
ไม่มีประกันภาคสมัครใจ พ.ร.บ. ยังทำอะไรให้ได้บ้าง?
สิ่งสำคัญที่ต้องแยกให้ออกคือ พ.ร.บ. กับประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจทำหน้าที่ต่างกัน
พ.ร.บ. เน้นการคุ้มครอง ผู้ประสบภัยด้านชีวิต ร่างกาย และอนามัย ส่วนประกันภัยภาคสมัครใจอาจให้ความคุ้มครองเพิ่มเติมตามประเภทกรมธรรม์ เช่น ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก หรือความเสียหายต่อตัวรถตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
ดังนั้น หากรถคันที่เป็นต้นเหตุมีเพียง พ.ร.บ. แต่ไม่มีประกันภาคสมัครใจ ผู้บาดเจ็บยังสามารถใช้สิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด แต่ พ.ร.บ. ไม่ได้ทำหน้าที่ชดใช้ค่าซ่อมรถของผู้เสียหายแบบประกันภาคสมัครใจ
ค่าเสียหายเบื้องต้น ได้โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าใครผิด
จุดสำคัญของ พ.ร.บ. คือ ผู้ประสบภัยสามารถขอรับ ค่าเสียหายเบื้องต้น ได้โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิดให้เสร็จสิ้น
กรณีได้รับบาดเจ็บ สามารถได้รับค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน
หากสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพอย่างถาวร หรือเสียชีวิต มีค่าเสียหายเบื้องต้น 35,000 บาทต่อคน และหากเกิดความเสียหายหลายกรณีรวมกัน ค่าเสียหายเบื้องต้นรวมสูงสุดไม่เกิน 65,000 บาทต่อคนตามเงื่อนไขที่กำหนด
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม พ.ร.บ. จึงมีความสำคัญ แม้รถจะไม่ได้ทำประกันภัยภาคสมัครใจเอาไว้ก็ตาม
แล้วถ้าค่ารักษาพยาบาลเกิน 30,000 บาทล่ะ?
ตรงนี้ต้องแยกคำว่า “ค่าเสียหายเบื้องต้น” ออกจาก “ค่าสินไหมทดแทนตามความคุ้มครอง”
ค่าเสียหายเบื้องต้นไม่ใช่วงเงินสูงสุดทั้งหมดของ พ.ร.บ.
หากเข้าเงื่อนไขความคุ้มครอง หลังจากมีการพิจารณาความรับผิดแล้ว ผู้ประสบภัยที่ได้รับบาดเจ็บสามารถได้รับค่ารักษาพยาบาลตามความเสียหายจริง ไม่เกิน 80,000 บาทต่อคน ตามเงื่อนไขกรมธรรม์
กรณีสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต ก็มีวงเงินคุ้มครองตามระดับความเสียหายที่กำหนด โดยอาจอยู่ในช่วง 200,000–500,000 บาทต่อคน ตามประเภทความเสียหายและเงื่อนไขของกรมธรรม์
นอกจากนี้ กรณีผู้ประสบภัยต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลในฐานะผู้ป่วยใน ยังมีค่าชดเชยรายวัน วันละ 200 บาท ไม่เกิน 20 วัน ตามเงื่อนไขที่กำหนด
แล้วค่าซ่อมรถของเราใครรับผิดชอบ?
นี่คือข้อจำกัดสำคัญที่เจ้าของรถต้องเข้าใจ
พ.ร.บ. ไม่ได้มีไว้สำหรับจ่ายค่าซ่อมรถ
สมมติว่าเราขับรถอยู่แล้วถูกรถคู่กรณีที่ไม่มีประกันภาคสมัครใจชนจนรถเราเสียหาย
พ.ร.บ. ของรถคู่กรณีจะเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้ประสบภัยในด้าน ชีวิต ร่างกาย และอนามัย ตามหลักเกณฑ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำ พ.ร.บ. มาจ่ายค่าซ่อมรถของเราได้
เรื่องความเสียหายต่อตัวรถต้องพิจารณาจากความรับผิดของคู่กรณีและสิทธิจากประกันภัยภาคสมัครใจของเรา หากมี รวมถึงการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมาย
ถ้าคู่กรณีไม่มีแม้แต่ พ.ร.บ. ล่ะ?
กรณีนี้แตกต่างออกไป เพราะกฎหมายกำหนดให้มีระบบกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถสำหรับบางกรณีที่ผู้ประสบภัยไม่สามารถได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นจากเจ้าของรถหรือบริษัทประกันภัยได้ เช่น กรณีรถไม่มีการประกันภัยตามกฎหมาย โดยมีหลักเกณฑ์และเอกสารสำหรับการยื่นคำร้องตามที่กำหนด
ดังนั้น หากเกิดอุบัติเหตุแล้วพบว่ารถคู่กรณีไม่มี พ.ร.บ. ไม่ควรสรุปทันทีว่า “ผู้บาดเจ็บไม่มีสิทธิ์อะไรเลย” แต่ควรตรวจสอบสิทธิ์และช่องทางการขอรับความช่วยเหลือตามกฎหมาย
หากเราเป็นฝ่ายถูกและมีประกันรถยนต์ของตัวเอง
กรณีที่เราเป็นฝ่ายถูกและมีประกันภัยภาคสมัครใจ การจัดการเรื่องความเสียหายอาจง่ายขึ้นตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ที่เราทำไว้
สิ่งที่ควรทำหลังเกิดเหตุคือแจ้งบริษัทประกัน เก็บภาพสถานที่เกิดเหตุ ภาพความเสียหายของรถ ข้อมูลคู่กรณี และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ครบ
ส่วนการบาดเจ็บ ควรแจ้งและดำเนินการเรื่องสิทธิ พ.ร.บ. แยกต่างหากตามขั้นตอน
เอกสารอะไรที่ควรเก็บไว้?
หากเกิดอุบัติเหตุและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ควรเก็บหลักฐานไว้ให้มากที่สุด เช่น
- บัตรประชาชนหรือเอกสารประจำตัวของผู้ประสบภัย
- ใบเสร็จหรือเอกสารค่ารักษาพยาบาล
- ใบรับรองแพทย์
- สำเนาทะเบียนรถหรือข้อมูลรถคู่กรณี
- ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ
- ภาพความเสียหายของรถ
- บันทึกประจำวันหรือเอกสารจากเจ้าหน้าที่ หากมี
- เอกสารเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ของรถที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการขอค่าเสียหายเบื้องต้น ผู้ประสบภัยต้องยื่นคำร้องภายใน 180 วันนับแต่วันที่เกิดความเสียหาย พร้อมหลักฐานตามประเภทความเสียหาย
ไม่มีประกันภาคสมัครใจ จึงไม่ต้องทำประกันได้ไหม?
แม้กฎหมายจะกำหนดให้มี พ.ร.บ. แต่การมีเพียง พ.ร.บ. ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความคุ้มครองทุกอย่าง
ลองนึกภาพว่าเกิดอุบัติเหตุรุนแรง รถเสียหายหนัก และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน
พ.ร.บ. จะเข้ามาช่วยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิต ร่างกาย และอนามัย ตามวงเงินและเงื่อนไขที่กำหนด แต่ความเสียหายอื่น ๆ เช่น ความเสียหายต่อตัวรถ หรือความรับผิดที่เกินขอบเขตความคุ้มครองของ พ.ร.บ. อาจต้องจัดการผ่านช่องทางอื่น
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเจ้าของรถจำนวนมากจึงเลือกทำประกันภัยภาคสมัครใจเพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.
สรุป
รถที่ไม่มีประกันภัยภาคสมัครใจ ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วผู้บาดเจ็บจะไม่ได้รับความคุ้มครอง
หากรถมี พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยยังสามารถใช้สิทธิ์เกี่ยวกับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และอนามัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีทั้งค่าเสียหายเบื้องต้นและความคุ้มครองเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของ พ.ร.บ.
แต่ต้องจำให้แม่นว่า “พ.ร.บ. ไม่ใช่ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ” และไม่ได้มีไว้ชดใช้ค่าซ่อมรถทุกกรณี
ดังนั้น การมี พ.ร.บ. เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่หากต้องการลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่เมื่อเกิดอุบัติเหตุ การพิจารณาประกันภัยภาคสมัครใจที่เหมาะกับลักษณะการใช้งานก็เป็นอีกเรื่องที่เจ้าของรถควรให้ความสำคัญ

INSpection – ครบวงจรเรื่องต่อทะเบียน ตรวจสภาพ และประกันภัย
เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ : 08:00 – 17:00 น.

โทร : 098-261-0126

Line : @idsit
(มี@ข้างหน้า)

อีเมล : iddm@iddrives.co.th

Facebook : ตรอ.ไอดี สาขาสำนักงานใหญ่




