เคยไหม? เติมลมยางไว้เต็มตามค่าที่กำหนด แต่ผ่านไปไม่นานกลับพบว่าแรงดันลมยางลดลง จนต้องแวะเติมลมอยู่บ่อย ๆ ทั้งที่ตรวจดูแล้ว ยางก็ไม่มีรอยรั่วหรือถูกตะปูตำ
หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะลมยางสามารถลดลงตามเวลา แต่ถ้าต้องเติมลมบ่อยผิดปกติ อาจมีสาเหตุที่ซ่อนอยู่มากกว่าที่คิด และบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการขับขี่โดยตรง
ลมยางไม่ได้หายไปโดยไม่มีสาเหตุ
แม้ยางจะไม่มีรูขนาดใหญ่จนเห็นได้ชัด แต่แรงดันลมสามารถค่อย ๆ ลดลงได้จากหลายปัจจัย โดยเฉพาะบริเวณที่ผู้ขับขี่มักมองข้าม
1. อากาศซึมออกตามธรรมชาติ
ยางรถยนต์ไม่ได้ปิดผนึกอากาศได้ 100% วัสดุยางมีการซึมผ่านของอากาศในระดับหนึ่ง ทำให้แรงดันลมค่อย ๆ ลดลงตามระยะเวลา
ดังนั้นการเติมลมเป็นระยะจึงเป็นเรื่องปกติ
แต่หากพบว่าแรงดันลดลงอย่างรวดเร็ว หรือยางเส้นใดเส้นหนึ่งลดมากกว่าเส้นอื่นอย่างชัดเจน ควรตรวจหาความผิดปกติเพิ่มเติม
2. วาล์วเติมลมอาจรั่ว
จุดเล็ก ๆ ที่มักถูกมองข้ามคือ วาล์วเติมลม
หากวาล์วเสื่อม สึก หรือแกนวาล์วปิดไม่สนิท อากาศสามารถค่อย ๆ รั่วออกได้ แม้ตัวหน้ายางจะไม่มีรูเลยก็ตาม
วิธีตรวจเบื้องต้นสามารถใช้น้ำสบู่แตะบริเวณวาล์ว หากมีฟองอากาศเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณว่ามีการรั่วซึม
3. ขอบกระทะล้อมีปัญหา
หากขอบกระทะล้อคด งอ หรือได้รับความเสียหายจากการตกหลุมหรือกระแทกแรง ๆ อาจทำให้บริเวณที่ยางสัมผัสกับกระทะล้อปิดผนึกได้ไม่สมบูรณ์
ผลคือเกิดการรั่วซึมแบบช้า ๆ ซึ่งบางครั้งมองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น
กรณีนี้อาจพบได้หลังจากรถตกหลุมแรง หรือชนขอบทาง
4. ยางกับกระทะล้อซีลไม่สนิท
บริเวณที่ขอบยางสัมผัสกับกระทะล้อเรียกว่า ขอบยางหรือ Bead
หากบริเวณนี้มีสิ่งสกปรก สนิม หรือเกิดความเสียหาย อาจทำให้ยางกับกระทะล้อแนบกันไม่สนิท และเกิดลมรั่วอย่างช้า ๆ
ปัญหานี้มักต้องให้ช่างถอดยางออกเพื่อตรวจสอบ จึงจะเห็นสาเหตุได้ชัดเจน
5. อุณหภูมิมีผลต่อแรงดันลม
อุณหภูมิส่งผลต่อแรงดันลมภายในยาง
เมื่ออากาศเย็นลง แรงดันลมอาจลดลง ขณะที่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น แรงดันก็สามารถเพิ่มขึ้นได้
ดังนั้นหากวัดลมยางในช่วงเวลาหรือสภาพอากาศต่างกัน ตัวเลขที่อ่านได้อาจไม่เท่ากัน แม้ปริมาณอากาศภายในยางจะไม่ได้เปลี่ยนไปมาก
จึงควรตรวจแรงดันในสภาพที่ใกล้เคียงกัน และอ้างอิงค่าที่ผู้ผลิตรถกำหนด
6. เติมลมไม่ตรงค่าที่ผู้ผลิตกำหนด
บางคนเติมลมตามความรู้สึก เช่น “เติมให้แข็งไว้ก่อน” หรือจำค่าจากรถคันอื่นมาใช้
แต่รถแต่ละรุ่นอาจกำหนดแรงดันลมยางไม่เท่ากัน
ค่าที่เหมาะสมควรดูจาก สติกเกอร์บริเวณเสาประตู ฝาถังน้ำมัน หรือคู่มือประจำรถ ตามที่ผู้ผลิตระบุ ไม่ควรใช้ตัวเลขที่เขียนอยู่บนแก้มยางเป็นค่าลมที่แนะนำสำหรับรถ
7. ยางเก่าหรือสภาพยางเสื่อม
เมื่อยางมีอายุการใช้งานมากขึ้น เนื้อยางอาจเสื่อมสภาพ เกิดรอยแตกลายงา หรือมีความเสียหายบริเวณต่าง ๆ
แม้จะยังไม่มีรูขนาดใหญ่ แต่สภาพยางที่เสื่อมก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ควรตรวจสอบอย่างละเอียด
ถ้าลมยางลดเฉพาะ “ล้อเดียว” ต้องระวัง
นี่เป็นจุดที่เจ้าของรถควรให้ความสนใจ
หากทั้ง 4 ล้อมีแรงดันลดลงใกล้เคียงกัน อาจเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิหรือการซึมของอากาศตามธรรมชาติ
แต่ถ้า มีเพียงล้อเดียวที่ต้องเติมลมบ่อย ในขณะที่ล้ออื่นยังอยู่ในระดับปกติ ควรสงสัยว่าล้อนั้นอาจมีการรั่วซึม หรือมีปัญหาที่วาล์ว ขอบยาง หรือกระทะล้อ
ไม่ควรเติมลมอย่างเดียวแล้วใช้งานต่อโดยไม่หาสาเหตุ
ลมยางอ่อนกว่าปกติ ส่งผลอะไรกับรถ?
การขับรถด้วยแรงดันลมต่ำเกินไปสามารถส่งผลหลายด้าน เช่น
- ยางสัมผัสพื้นมากขึ้น
- รถกินน้ำมันมากขึ้น
- การควบคุมรถเปลี่ยนไป
- ยางเกิดความร้อนสะสมมากขึ้น
- หน้ายางสึกไม่สม่ำเสมอ
- อายุการใช้งานของยางอาจสั้นลง
- เพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของยาง
โดยเฉพาะการขับด้วยความเร็วสูงในขณะที่ลมยางต่ำกว่าค่าที่กำหนด ควรหลีกเลี่ยง เพราะความร้อนสะสมภายในยางสามารถเพิ่มขึ้นได้
ควรเช็กลมยางบ่อยแค่ไหน?
เจ้าของรถควรตรวจแรงดันลมยางเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนเดินทางไกล และควรตรวจเมื่อรู้สึกว่ารถมีอาการผิดปกติ เช่น พวงมาลัยหนักขึ้น รถดึงไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือยางดูแฟบกว่าปกติ
ที่สำคัญควรตรวจในขณะที่ยางยังไม่ร้อนจัด และใช้เกจวัดลมที่เชื่อถือได้
สรุป
ยางไม่รั่ว ไม่ได้หมายความว่าลมจะไม่ลด
อากาศสามารถค่อย ๆ ลดลงได้จากการซึมตามธรรมชาติ อุณหภูมิ วาล์วเติมลม ขอบกระทะล้อ หรือการซีลระหว่างยางกับกระทะล้อ
แต่ถ้าคุณพบว่า ต้องเติมลมยางเส้นเดิมซ้ำ ๆ ในระยะเวลาไม่นาน อย่ามองว่าเป็นเรื่องปกติ ควรนำรถเข้าตรวจหาจุดรั่วอย่างละเอียด เพราะปัญหาเล็ก ๆ ที่แก้ได้ตั้งแต่ต้น อาจช่วยป้องกันความเสียหายของยางและลดความเสี่ยงระหว่างขับขี่ได้มากกว่าที่คิด

INSpection – ครบวงจรเรื่องต่อทะเบียน ตรวจสภาพ และประกันภัย
เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ : 08:00 – 17:00 น.

โทร : 098-261-0126

Line : @idsit
(มี@ข้างหน้า)

อีเมล : iddm@iddrives.co.th

Facebook : ตรอ.ไอดี สาขาสำนักงานใหญ่




